คดีเด็ก 17 ปีสะท้อนความเสี่ยงเด็ก-ผู้หญิงในพัทยา ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องมีตาข่ายนิรภัย
คดีเด็ก 17 ปีในพัทยาถูกมองไกลกว่าคดีอาญา ผู้เชี่ยวชาญชี้เมืองท่องเที่ยวต้องมีระบบคุ้มครองเด็กและผู้หญิงกลุ่มเปราะบาง

คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 17 ปีในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี กำลังถูกมองไกลกว่าคดีอาญารายคดี เพราะสะท้อนคำถามใหญ่เรื่องความปลอดภัยของเด็กและผู้หญิงในเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งแรงงานกลางคืน นักท่องเที่ยวจำนวนมาก และช่องว่างด้านการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง
บีบีซีไทยรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ หลังผู้ต้องสงสัยเป็นชายชาวออสเตรเลียวัย 46 ปี ถูกจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ โดยตำรวจระบุว่าเขาเป็นบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับผู้เสียชีวิตในคอนโดย่านจอมเทียนสาย 2 ก่อนพบร่างเด็กหญิงในกระเป๋าเดินทางบริเวณริมทางรถไฟ ห่างจากที่เกิดเหตุราว 4.2 กิโลเมตร
ตามรายงานของบีบีซีไทยที่อ้างข้อมูลจากตำรวจและรอยเตอร์ ผู้ต้องสงสัยถูกดำเนินคดีหลายข้อหา รวมถึงฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซ่อนเร้นหรือย้ายศพ และข้อหาเกี่ยวกับการพรากผู้เยาว์อายุเกิน 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปีไปเพื่อการอนาจาร ขณะเดียวกัน ข่าวนี้ทำให้เกิดการถกเถียงในสังคมว่าโครงสร้างเมืองท่องเที่ยวแบบพัทยาทำให้เด็กและผู้หญิงต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างไร
เมืองท่องเที่ยวที่คนหลากหลาย แต่การดูแลอาจไม่ทั่วถึง
สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING ซึ่งทำงานกับพนักงานบริการทางเพศและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่มากว่า 20 ปี ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า พัทยาเป็นเมืองที่โอบรับคนหลากหลาย ทั้งคนที่เข้ามาทำงานหารายได้และนักท่องเที่ยวที่มาเพื่อความบันเทิง ความหลากหลายนี้ทำให้เมืองมีชีวิตชีวา แต่อีกด้านหนึ่งก็เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัย
ข้อมูลสถิติความผิดคดีอาญา 5 กลุ่มที่บีบีซีไทยรวบรวมจาก สภ.เมืองพัทยา ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีการรับแจ้งคดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ 26 คดี จับกุมผู้ต้องหา 34 คน ส่วนช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2568 มีคดีประเภทเดียวกัน 20 คดี จับกุมผู้ต้องหา 19 คน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ชี้สาเหตุโดยตรงของคดีล่าสุด แต่สะท้อนว่าความปลอดภัยในพื้นที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
สุรางค์ยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวโน้มความรุนแรงต่อผู้หญิงในพื้นที่มีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลัง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการอำพรางศพ ซึ่งทำให้คนทำงานภาคสังคมกังวลว่าเด็กและผู้หญิงในเมืองท่องเที่ยวอาจต้องพึ่งพาตนเองมากเกินไปในสถานการณ์เสี่ยง
ความเปราะบางไม่ได้เกิดจากตัวเหยื่อเท่านั้น
รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กมีปัจจัยหลายชั้น หนึ่งในนั้นคือโครงสร้างอำนาจที่ทำให้ผู้ชายบางส่วนถูกหล่อหลอมให้มองว่าตนมีอำนาจเหนือผู้หญิง ขณะที่เด็กหรือผู้หญิงที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและขาดการดูแลจากครอบครัวมักเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมากกว่ากลุ่มอื่น
ประเด็นสำคัญอีกข้อคือวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงกับผู้หญิงในเมืองท่องเที่ยว สังคมมักตั้งคำถามว่าผู้เสียหายไปอยู่ในสถานการณ์นั้นได้อย่างไร มากกว่าถามว่าเหตุใดระบบคุ้มครองเด็ก ระบบแรงงาน และระบบความปลอดภัยจึงไม่สามารถลดความเสี่ยงให้คนกลุ่มนี้ได้ การตีตราเช่นนี้อาจทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างถูกมองข้าม
ข้อเสนอ: งานที่ปลอดภัยและระบบติดตามเด็กหลุดจากการศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์เสนอไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐควรสร้างตาข่ายนิรภัยให้เด็กและผู้หญิงกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ครอบครัวอ่อนแอ หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงงานที่ปลอดภัยและมีรายได้เพียงพอ เพราะหากไม่มีทางเลือก เด็กบางส่วนอาจต้องเดินเข้าสู่เส้นทางอาชีพหรือความสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงสูง
ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพัทยาเป็นเมืองอันตรายโดยสรุป แต่ชี้ให้เห็นว่าเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ต้องมีระบบคัดกรอง ดูแล และคุ้มครองที่ละเอียดกว่าเดิม ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การติดตามช่วยเหลือเด็กเปราะบาง การส่งเสริมอาชีพ และการลดทัศนคติโทษเหยื่อ เพื่อไม่ให้คดีรุนแรงกลายเป็นเพียงข่าวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นแล้วจบไป
เรียบเรียงจาก BBC News ไทย และข้อมูลที่ BBC อ้างจากตำรวจ/รอยเตอร์


