ใช้มือถือหนักอาจทำร่างกายเปลี่ยน ทั้งคอ นิ้ว สายตา และแรงบีบมือ
BBC Future ชี้การใช้มือถือและอุปกรณ์ดิจิทัลอาจส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คิด ตั้งแต่คอ นิ้ว สายตา แรงบีบมือ ไปจนถึงทักษะการเคลื่อนไหว พร้อมคำแนะนำปรับพฤติกรรมง่าย ๆ

การใช้มือถือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สวมใส่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่บทความของ BBC Future ชี้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจกำลังเปลี่ยนร่างกายเราในแบบที่หลายคนไม่ทันสังเกต ตั้งแต่ท่าทางคอ นิ้วมือ สายตา ผิวหนัง ไปจนถึงแรงบีบมือและทักษะการเคลื่อนไหว
ประเด็นที่ BBC เรียกว่า “phone body” ไม่ได้หมายถึงโรคใหม่อย่างเป็นทางการ แต่เป็นภาพรวมของผลกระทบทางกายภาพที่อาจเกิดจากพฤติกรรมใช้หน้าจอซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลกับ BBC ระบุว่า ปัญหาหลายอย่างยังแก้ไขหรือบรรเทาได้ หากเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่ตอนนี้
ก้มดูจอมากไป เสี่ยงคอรับน้ำหนักเกิน
หนึ่งในปัญหาที่พูดถึงบ่อยคือ “tech neck” หรือท่าก้มคอไปข้างหน้าเวลาใช้มือถือ เมื่อศีรษะโน้มลง น้ำหนักที่คอและกระดูกสันหลังต้องรับอาจเพิ่มขึ้นมาก โดยบทความระบุว่าอาจสูงถึงราว 60 ปอนด์ หรือประมาณ 27 กิโลกรัมในบางท่าทาง หากเกิดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจกระทบหมอนรองกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และสมรรถภาพการหายใจบางส่วน
วิธีลดความเสี่ยงเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ คือยกมือถือให้สูงขึ้นในระดับสายตา ไม่ก้มคอนานเกินไป ตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม และพักสายตาหรือพักจากหน้าจอเป็นระยะ ผู้เชี่ยวชาญบางรายแนะนำให้พักประมาณ 20 นาที หลังใช้งานต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง ขณะที่คนมีอาการปวดคอเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพก่อนเริ่มออกกำลังแก้ท่าทาง
ผิวหนังและนาฬิกาอัจฉริยะก็มีผล
บทความยังกล่าวถึงความกังวลเรื่องรอยย่นบริเวณคอจากการก้มซ้ำ ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมองว่าเป็นไปได้ในทางทฤษฎี เพราะการพับหรือกดผิวซ้ำ ๆ อาจเกี่ยวข้องกับริ้วรอย แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ชัดเจน จึงไม่ควรรีบซื้อผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าแก้ “tech neck” โดยเฉพาะโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์สวมใส่อย่างสมาร์ทวอทช์อาจก่อปัญหาผิวหนังได้จริง หากใส่ตลอดวันจนบริเวณใต้สายมีความอับชื้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสภาพมืดและชื้นเป็นพื้นที่เหมาะต่อการระคายเคือง เชื้อยีสต์ หรือผื่นคล้ายเอ็กซีมา คำแนะนำคือถอดนาฬิกาเป็นระยะ ล้างผิวให้สะอาด และดูแลไม่ให้สายรัดแน่นหรือชื้นเกินไป
สายตาไม่ได้เสียเพราะจออย่างเดียว แต่อยู่ในอาคารมากขึ้น
อัตราสายตาสั้นเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทำให้หลายคนโยงกับการใช้หน้าจอ แต่โดนัลด์ มัตติ ศาสตราจารย์ด้านทัศนมาตรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ให้ข้อมูลกับ BBC ว่างานติดตามพัฒนาการสายตาเด็กระยะยาวกว่า 20 ปี ไม่พบว่าการทำงานระยะใกล้ เช่น จ้องมือถือ เป็นคำตอบหลักโดยตรงเท่าที่หลายคนเข้าใจ
สิ่งที่งานวิจัยพบว่าน่าสนใจคือ “เวลานอกอาคาร” ดูเหมือนมีผลปกป้องสายตา แสงสว่างจากภายนอกอาจกระตุ้นการหลั่งโดปามีนในจอประสาทตา ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของดวงตา ในแง่นี้ เทคโนโลยีอาจส่งผลทางอ้อม เพราะทำให้คนใช้ชีวิตในอาคารมากขึ้น ทางออกคือออกไปใช้เวลาข้างนอกให้มากขึ้น ควบคู่กับการป้องกันแสงแดดอย่างเหมาะสม เช่น ใช้ครีมกันแดดและแว่นกันแดด
มืออ่อนแรงและทักษะละเอียดลดลง
แรงบีบมือถูกมองมากขึ้นว่าเป็นตัวชี้วัดสุขภาพโดยรวม งานวิจัยบางชิ้นพบว่าแรงบีบมือสัมพันธ์กับความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัย และหลายประเทศพบแนวโน้มแรงบีบมือลดลง โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาการแพทย์ที่ BBC อ้างถึงมองว่า การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และไลฟ์สไตล์นั่งนานอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางกายที่ลดลง
นอกจากนี้ การใช้หน้าจออาจทำให้ทักษะบางอย่างดีขึ้น เช่น แตะ เลื่อน หรือคลิกได้เร็วขึ้น แต่ทักษะการเคลื่อนไหวละเอียดในภาพรวม โดยเฉพาะในเด็ก อาจได้รับผลลบจากเวลาหน้าจอที่มากเกินไป ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือห้ามใช้หน้าจอทั้งหมด แต่ควรเติมกิจกรรมที่ใช้มือจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ทำอาหาร งานศิลปะ งานไม้ เล่นดนตรี หรือเขียนด้วยมือ
ข้อสรุปสำคัญคือเทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรูของสุขภาพโดยตรง แต่พฤติกรรมใช้เทคโนโลยีแบบซ้ำ ๆ นั่งนิ่งนาน ก้มคอ จ้องจอ และขาดกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมใช้มือ อาจค่อย ๆ ส่งผลต่อร่างกาย การยกจอให้อยู่ระดับสายตา พักหน้าจอ ออกไปข้างนอก เคลื่อนไหวร่างกาย และฝึกใช้มือกับงานจริง จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราอยู่กับเทคโนโลยีได้ดีขึ้น
เรียบเรียงจาก BBC Future บทความโดย Thomas Germain เผยแพร่ 1 กรกฎาคม 2569


