โรงกลั่นสหรัฐฯ กำไรค่าการกลั่นพุ่ง หลังสงครามอิหร่านทำตลาดน้ำมันตึงตัว
สื่อต่างประเทศรายงานค่าการกลั่นเบนซินและดีเซลพุ่งสูง หลังสงครามอิหร่านและปัญหาอุปทานทำตลาดเชื้อเพลิงตึงตัว โรงกลั่นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์ ขณะที่ผู้บริโภคเสี่ยงจ่ายแพงต่อ

ค่าการกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ และตลาดโลกพุ่งขึ้นแรงหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามอิหร่านทำให้ห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงปั่นป่วน แม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลงจากจุดสูงสุดช่วงสงคราม แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอย่างเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบินยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้โรงกลั่นหลายแห่งมีโอกาสทำกำไรต่อบาร์เรลมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคยังเสี่ยงเจอราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงต่อเนื่อง
ประเด็นนี้สอดคล้องกับรายงานจากสื่อต่างประเทศหลายแห่ง โดย Yahoo Finance ระบุว่า ตัวชี้วัดสำคัญที่เรียกว่า “3-2-1 crack spread” ซึ่งใช้ประเมินกำไรเชิงทฤษฎีจากการนำน้ำมันดิบ 3 บาร์เรลมากลั่นเป็นเบนซิน 2 บาร์เรลและเชื้อเพลิงกลั่น 1 บาร์เรล พุ่งทะลุ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ขณะที่ OilPrice.com อ้างข้อมูล Reuters ว่า สัญญา NYMEX 3-2-1 crack spread ระยะใกล้ของสหรัฐฯ แตะ 64.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม
ทำไมโรงกลั่นได้อานิสงส์แม้น้ำมันดิบเริ่มอ่อนลง
คำว่า crack spread ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่นโดยตรง แต่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์ที่กลั่นออกมา ยิ่งส่วนต่างนี้กว้าง โรงกลั่นยิ่งมีแรงจูงใจเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง Rigzone รายงานว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังอยู่เหนือ 53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ส่วนตัวชี้วัด 3-2-1 crack spread ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามอิหร่านอย่างมาก
สาเหตุหลักมาจากตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปตึงตัวกว่าตลาดน้ำมันดิบ แม้มีน้ำมันบางส่วนกลับมาเคลื่อนผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่โรงกลั่นทั่วโลกยังเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสต็อกเชื้อเพลิงต่ำ ความต้องการเดินทางช่วงฤดูร้อนในสหรัฐฯ ที่หนุนการใช้น้ำมันเบนซิน และความต้องการดีเซลกับน้ำมันเครื่องบินที่ยังแข็งแกร่ง
ปัจจัยซ้ำเติมจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง และโรงกลั่นหยุดผลิต
OilPrice.com ระบุว่า ค่าการกลั่นดีเซลในยุโรปพุ่งเกิน 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังรัสเซียประกาศระงับการส่งออกดีเซลเพื่อรับมือวิกฤตเชื้อเพลิงในประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความเสียหายของโรงกลั่นจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินยุโรปเทียบกับ Brent ก็ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
Yahoo Finance รายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มีโรงกลั่นขนาดใหญ่ในภูมิภาคอ่าวอย่างบาห์เรน คูเวต และซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหายหรือหยุดเดินเครื่อง รวมถึงเหตุขัดข้องนอกพื้นที่สงคราม เช่น เหตุไฟไหม้และระเบิดในโรงกลั่นบางแห่งของออสเตรเลียและสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดไม่ได้ขาดแค่น้ำมันดิบ แต่ขาดกำลังการกลั่นที่พร้อมแปลงน้ำมันดิบเป็นเชื้อเพลิงใช้จริง
ผู้บริโภคอาจยังจ่ายแพงต่อ
ผลลัพธ์คือ ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลอาจไม่ลดลงเร็วเท่าราคาน้ำมันดิบ เพราะต้นทุนของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปถูกดันด้วยค่าการกลั่นที่สูง Rigzone รายงานว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเฉลี่ยในสหรัฐฯ ยังอยู่เหนือ 3.80 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ผู้ค้าปลีกลดราคาลงใกล้ 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แต่ตราบใดที่กำลังการกลั่นทั่วโลกยังตึงตัว การลดราคาถึงระดับดังกล่าวอาจทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าตัวเลข crack spread ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ได้สะท้อนกำไรสุทธิหลังหักต้นทุนทั้งหมด เช่น ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ภาษี และเครดิตเชื้อเพลิงหมุนเวียนของสหรัฐฯ แต่ทิศทางที่พุ่งขึ้นชี้ชัดว่าโรงกลั่นอยู่ในสถานะได้เปรียบกว่าผู้บริโภคในช่วงตลาดปั่นป่วนจากสงครามและความเสี่ยงด้านอุปทาน
สำหรับไทย แม้ข่าวนี้เกิดในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป แต่ค่าการกลั่นโลกเป็นหนึ่งในตัวแปรที่กระทบราคานำเข้าและต้นทุนผลิตภัณฑ์น้ำมันในภูมิภาค หากดีเซล เบนซิน และน้ำมันเครื่องบินในตลาดโลกยังมีส่วนต่างสูง ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปหรือประเทศที่อิงราคาตลาดโลกอาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาคือ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ การส่งออกดีเซลของรัสเซีย และการกลับมาเดินเครื่องของโรงกลั่นที่หยุดผลิตว่าจะคลี่คลายเร็วเพียงใด
เรียบเรียงจาก Rigzone, Yahoo Finance, OilPrice.com และข้อมูล Reuters ที่สื่ออ้างอิง


